ปลดล็อกศักยภาพธุรกิจ ค้นหา Efficiency สูงสุดด้วยกลยุทธ์ Outsourcing

Efficiency

การนำแนวคิดทฤษฎีความได้เปรียบเปรียบเทียบ (Comparative Advantage Theory) ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมาประยุกต์ใช้กับกลยุทธ์ Outsource อาจเป็นคำตอบที่คุณกำลังมองหาเพื่อ Seek for Efficiency ด้วยการวิเคราะห์ต้นทุนโอกาสของกิจกรรมต่างๆ เพื่อระบุงานที่องค์กรควรดำเนินการเองและงานที่ควรจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอก คุณจะสามารถลดต้นทุน บริหารจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่น และเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น แต่คุณต้องทำอย่างไรและระวังอะไรบ้างในการประยุกต์ใช้กลยุทธ์ Outsource นี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความนี้

ทฤษฎีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage Theory) คืออะไร

ทฤษฎีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage Theory) เป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายถึงประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศ โดยทฤษฎีนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยนักเศรษฐศาสตร์ชื่อ David Ricardo ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19

สาระสำคัญของทฤษฎีนี้คือ แม้ประเทศหนึ่งจะสามารถผลิตสินค้าทุกชนิดได้ดีกว่าอีกประเทศหนึ่ง แต่ประเทศนั้นก็ควรจะเน้นการผลิตและส่งออกสินค้าที่ตนมีความได้เปรียบมากที่สุด และนำเข้าสินค้าที่ตนเสียเปรียบ เพื่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

การค้าเสรีตามแนวคิดนี้จะทำให้ทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์สูงสุด เนื่องจากประเทศแต่ละประเทศจะสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตและการบริโภคมากกว่าการพึ่งพาตนเองเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างการอธิบายทฤษฎี Comparative Advantage

สมมติว่า ประเทศ A : มีความสามารถในการผลิตข้าว 10 ถัง และผลิตเสื้อผ้า 10 ตัว ใน 1 หน่วยเวลา

ในขณะที่ประเทศ B : มีความสามารถในการผลิตข้าว 5 ถัง และผลิตเสื้อผ้า 20 ตัว ใน 1 หน่วยเวลา

efficiency

จากข้อมูลข้างต้น ประเทศ A : มี Comparative Advantage ในการผลิตข้าว และประเทศ B : มี Comparative Advantage ในการผลิตเสื้อผ้า

อธิบาย : 

ประเทศA สามารถผลิตข้าว 1 ถัง โดยใช้เวลา 1/10 หน่วยเวลา

ประเทศ B สามารถผลิตข้าว 1 ถัง โดยใช้เวลา 1/5 หน่วยเวลา

จะเห็นได้ว่า ประเทศA สามารถผลิตข้าว 1 ถัง ได้เร็วกว่าประเทศB 2 เท่า

อธิบาย : 

ประเทศA สามารถผลิตเสื้อผ้า 1 ตัว โดยใช้เวลา 1/10 หน่วยเวลา

ประเทศB สามารถผลิตเสื้อผ้า 1 ตัว โดยใช้เวลา 1/20 หน่วยเวลา

จะเห็นได้ว่า ประเทศBสามารถผลิตเสื้อผ้า 1 ตัว ได้เร็วกว่าประเทศA 2 เท่า

ดังนั้น ประเทศA ควรเน้นผลิตและส่งออกข้าว ซึ่งเป็นสินค้าที่ประเทศA มี Comparative Advantage

ในขณะที่ประเทศB ควรเน้นผลิตและส่งออกเสื้อผ้า ซึ่งเป็นสินค้าที่ประเทศB มี Comparative Advantage

ทฤษฎี Comparative Advantage ชี้ให้เห็นว่า:

แม้ว่าประเทศหรือองค์กรหนึ่งจะสามารถผลิตทุกอย่างได้ดีกว่าอีกประเทศหรือองค์กรหนึ่ง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องผลิตทุกอย่างเอง การเลือกผลิตสินค้าหรือบริการที่ประเทศนั้นทำได้ดีกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่าและแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการกับประเทศหรือองค์กรอื่น จะช่วยให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์สูงสุดและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

การนำทฤษฎี Comparative Advantage มาประยุกต์ใช้ในการทำ Outsource

Outsource คือ การโยนภาระงานในองค์กรที่ไม่ใช่งานหลัก ไปให้บุคคลที่สาม ที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรหลัก แต่ถูกนำมาเป็นผู้ให้บริการหรือผู้จัดการงานเฉพาะกิจเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์กรหลัก การนำทฤษฎีนี้มาประยุกต์ใช้ในการทำ Outsource จึงสามารถทำได้โดยการวิเคราะห์ต้นทุนโอกาสของการทำงานแต่ละประเภทในองค์กร เพื่อหาว่ากิจกรรมใดก่อให้เกิดคุณค่าต่อธุรกิจและกิจกรรมใดไม่ได้ทำให้ก่อนคุณค่าเพิ่มแต่ยังคงต้องทำอยู่ กิจกรรมใดควรทำเอง และกิจกรรมใดควรจ้างงานภายนอก

การใช้ Outsource เพื่อ “Seeking for Efficiency”

จึงหมายถึง การแสวงหาประสิทธิภาพ หรือการพยายามที่จะทำสิ่งต่างๆให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในบริบททางธุรกิจและการจัดการ การแสวงหาประสิทธิภาพมักหมายถึงการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ลดความสูญเสียหรือสิ้นเปลือง เพื่อเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพโดยรวม นอกจากนี้ยังรวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด

การ Outsource หรือการว่าจ้างบุคคลหรือองค์กรภายนอกให้ดำเนินงานบางส่วนแทน เป็นหนึ่งในวิธีที่องค์กรใช้ในการ “Seeking for Efficiency” หรือแสวงหาประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้

  1. ประสิทธิภาพด้านต้นทุน (Cost Efficiency)
    • การ Outsource งานให้กับผู้เชี่ยวชาญภายนอกมักมีต้นทุนต่ำกว่าดำเนินงานด้วยทรัพยากรภายในองค์กร เนื่องจากผู้รับจ้างมีความชำนาญและประสิทธิภาพสูง
    • องค์กรสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายพนักงานประจำ ค่าอุปกรณ์ ค่าสถานที่ทำงานสำหรับงานที่ Outsource ออกไป
  2. ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Operational Efficiency)
    • การมอบหมายงานบางส่วนให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกดำเนินการ ทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เฉพาะด้าน
    • องค์กรสามารถมุ่งเน้นและใช้ทรัพยากรไปกับธุรกิจหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  3. ประสิทธิภาพด้านเวลา (Time Efficiency)
    • การ Outsource ช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องใช้เวลาในการสรรหาและฝึกอบรมบุคลากรด้านนั้นๆ เอง
    • ผู้รับจ้างภายนอกมีความพร้อมด้านบุคลากร ความรู้ และทรัพยากรที่จะดำเนินงานได้ทันที
  4. ประสิทธิภาพความยืดหยุ่น (Flexibility Efficiency)
    • สามารถปรับเปลี่ยนกำลังคนและทรัพยากรตามความต้องการได้ง่าย
    • ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายคงที่ในการจ้างพนักงานประจำ
  5. ประสิทธิภาพในการเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ

การ Outsource ช่วยให้องค์กรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ผู้รับจ้างภายนอกมี โดยที่องค์กรไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยตนเอง

การ Outsource เพื่อ Seeking for Efficiency นั้นมีรายละเอียดและประเด็นที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

  1. การระบุงานที่เหมาะสมสำหรับ Outsource
    • งานที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักขององค์กร แต่มีความสำคัญต่อการดำเนินงาน เช่น บัญชี ไอที บริการลูกค้า
    • งานที่มีปริมาณมากเกินกว่าที่องค์กรจะรับมือได้ด้วยทรัพยากรภายใน
    • งานที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
  2. การเลือกผู้รับจ้างภายนอกที่เหมาะสม
    • คัดเลือกจากผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ และผลงานที่น่าเชื่อถือ
    • พิจารณาปัจจัยด้านต้นทุน คุณภาพ และระยะเวลา
    • สร้างข้อตกลงในสัญญาที่ชัดเจน รวมถึงการวัดผลงาน
  3. การบริหารจัดการงานของ บริษัท Outsource
    • กำหนดบุคคลหรือทีมงานเพื่อทำหน้าที่ประสานงาน ติดตาม และประเมินผล
    • ดูแลให้มีการสื่อสารที่ชัดเจน เข้าใจวัตถุประสงค์และความคาดหวังร่วมกัน
    • ติดตามและประเมินผลงานอย่างสม่ำเสมอ

การนำทฤษฎีความได้เปรียบเปรียบเทียบ (Comparative Advantage Theory) มาประยุกต์ใช้กับกลยุทธ์ Outsource เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการ “Seek for Efficiency” ภายในองค์กร โดยการวิเคราะห์ต้นทุนโอกาสของกิจกรรมต่างๆ เพื่อระบุงานที่ควรดำเนินการเองและงานที่ควรจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอก การทำเช่นนี้จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ และเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้กลยุทธ์ Outsource ต้องพิจารณาและระมัดระวังในการเลือกผู้รับจ้างภายนอก รวมถึงการบริหารจัดการงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรในทุกด้าน

เกี่ยวกับเรา SO PEOPLE  

เราคือ ผู้ให้บริการ Outsourcing Service ด้านการจัดหาบุคลากรมืออาชีพ ภายใต้
บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) หรือ SO บริษัท Outsource ชั้นนำที่มีพาร์ทเนอร์ด้านเทคโนโลยีระดับโลก ใช้โมเดล Tech-enabled outsourcing solution เข้ามาพัฒนาธุรกิจให้มีประสิทธิภาพแบบครบวงจรหนึ่งเดียวในตลาดหลักทรัพย์ไทย เรามีบริการที่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการในการทำธุรกิจของคุณ ด้วยฐานข้อมูลผู้สมัครที่มีคุณภาพกว่า 200,000 รายบน database มีทักษความสามารถที่หลากหลาย พร้อมส่งมอบบุคลากรที่ใช่ให้กับธุรกิจของคุณ และ นอกจากนี้เรายังมี benefit อื่นๆที่พร้อมให้คุณได้มากว่าอาทิเช่น    

  • มีพนักงานพร้อมเริ่มงานภายใน 3 วัน     
  • มีการอบรมพัฒนาศัยภาพพนักงานในระหว่างสัญญา   
  • สามารถส่งคนทดแทนได้ กรณีพนักงานขาดงาน,มาสาย หรือ ลางานในกรณีต่างๆ  
  • มีเจ้าหน้าที่ดูแลลูกค้าตลอดอายุสัญญา   
  • มีบริการที่ยืดหยุ่นตอบสนองต่อทุกการเปลี่ยนแปลงในการทำธุรกิจ     

นอกจากนี้เรายังผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาร่วมในการออกแบบการให้บริการ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็น     

  irecruit : ระบบจัดเก็บข้อมูลผู้สมัคร ที่สามารถจำแนก ทักษะความสามารถในด้านต่างๆ รวมไปถึงผลการทดสอบและการฝึกอบรมรายบุคคล ประมวลผลออกมาในรูปแบบของ Resume ช่วยให้เราสามารถหา “คนที่ใช่” ได้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น 

  TIKTRACK : แอปพลิเคชันระบบจัดการงานด้านบุคลากร ที่ครบจบในแอพเดียวเช่น การลงเวลา เข้า-ออกงาน การลางาน ตรวจเช็ควันหยุดต่างๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยเราได้ออกแบบตัวแอปพลิเคชัน นให้สามารถใช้งานได้ง่ายและสามารถเข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ (Realtime)     

  VMS : ระบบบริหารจัดการยานพาหนะ ทั้งส่วนบุคคลและส่วนกลาง เช่นระบบในการการจองรถ การติดตามสถานะต่างๆ การจัดการเอกสาร ภาษี พรบ. รวมไปถึงการแจ้งเตือนการซ่อมบำรุง     

  DASHBOARD : หน้าต่างแสดงข้อมูลสรุปผลการปฏิบัติงานของพนักงานแบบ (Realtime) ช่วยให้ลูกค้าสามารถวิเคาระห์ข้อมูลต่างๆได้ง่ายขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้น